2006/Oct/10

เปลที่ผมนอนเป็นเปลไม้แบบนี้แต่ไม่มีขาข้างล่าง 4 ขาแบบในรูป เอแล้วจะใช้ยังไงล่ะ คุณพ่อผมเอาเชือกผูกสี่มุมของเปลแล้วผูกกับคานไม้ของบ้านที่รับพื้นชั้นบนให้คุณยายผมไกวเปลให้แทน

เวลานอนกลางวันของผมนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมเบื่อมากๆเลย ปกติผมจะง่วงแค่หลังกินข้าวกลางวันพักเดียวสักไม่เกินครึ่งชั่วโมง จากนั้นก็ตาสว่างแล้ว แล้วคุณยายผมก็ดุถ้าไม่นอนนานๆด้วย ผมเลยต้องจำใจนอนในเปลไปก่อนสักพักนึง รอจนเปลมันไม่ไกวเพราะคนไกวเปลคือคุณยายท่านหลับแล้ว ผมก็จะค่อยๆปีนเปลลงมาแล้วหนีไปเล่นกับเพื่อนต่อ เป็นแบบนี้ทุกวันจนคุณยายแกเลิกตีเพราะห้ามไปก็เท่านั้น

ที่แน่ๆสำหรับเด็กเล็กๆตอนปีนเปลลงมานั้นมันสุดเสียวมากๆโดยเฉพาะตอนที่ลองปีนลงมาครั้งแรกๆ กลัวตกก็กลัวถ้าจับไม่ดีหัววัดพื้นแน่ๆ แล้วก็ต้องระวังเตียงพลิกถ้าโหนแรงลงมาด้วยก้จะเจ็บตัวอีกเหมือนกัน

คนอะไรเน้อซนได้ตลอดเวลาสิน่า

2006/Oct/10

มองเห็นรูปประกอบนี้แล้วคงนึกออกว่าทำไมเด็กเล็กๆถึงได้กลัวเพราะตอนผมเด็กนั้นก็กลัวมากๆตอนแรก ก็คุณอาผมคนนึงท่านเรียนทางด้านสาธารณสุขแล้วต้องเรียนเรื่องanatomyด้วยท่านเอาโครงกระดูกทั้งตัวของอาจารย์ใหญ่มาไว้ที่บ้านเพื่อท่องจำส่วนต่างๆ สำหรับเด็กอย่างผมแน่นอนเวลาเข้าไปในห้องคุณอาที่อยู่ชั้นล่างของบ้านนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะต้องมองโครงกระดูกก่อนทุกครั้ง บรื้อๆๆๆ แต่ก็ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นในบ้านนี้เลยตลอดการอาศัย

มันน่าสงสัยมั๊ยว่าทำไมผมชอบไปห้องคุณอา...ในห้องนี้คุณพ่อผมเอาวิทยุไว้ที่ห้องนี้อยู่เครื่องนึง เป็นวิทยุที่เสียงดีมากๆเนื่องจากใช้อุปกรณ์หลอด น้องๆสมัยนี้คงไม่ค่อยรู้จักแล้วอีกอย่างนึงไม่ค่อยมีให้เห็นและฟังเนื่องจากไม่มีของซ่อมแล้ว ที่ว่าเป็นแบบหลอดเพราะมันเห็นหลอดใสๆสูงตั้งแต่สองนิ้วถึงสี่นิ้วประมาณนั้น เวลาเปิดต้องรอสักพักให้เครื่องร้อนหน่อย(หลอดทำงานเต็มที่)แล้วจะได้ยินเสียง เพลงที่ผมได้ยินสมัยนั้นก็มักจะเป็นเพลงของสุนทราภรณ์ สุเทพ สวลี ธานินทร์ หรือเพลงลูกทุ่งประมาณนั้นแหละครับ รูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆกับที่ผมเอามาให้ดู

ของคุณพ่อผมต่างจากรูปนี้หน่อยเดียวตรงจอจะยาวอยู่เหนือปุ่มกลมๆเท่านั้นเอง ตู้คล้ายๆกันขนาดใหญ่กว้างสัก2ฟุต ลึกประมาณ1ฟุตครับ

ก็เพราะเจ้าวิทยุเสียงใสนี่แหละที่ทำให้ผมแอบไปห้องนี้บ่อยๆ ทั้งที่คุณพ่อเขาหวงมากแต่ด้วยความซนแอบไปดูวิธีเปิดกับผู้ใหญ่เขาบ่อยๆเลยชอบไปเปิดเองจนลืมกลัวโครงกระดูกของคุณอาเลย

2006/Oct/07

ก่อนถึงห้องครัวที่ผมถูกเจ้าแมวตัวแสบกัดและข่วนหน้าเอาตอนผมเด็กๆ จะเป็นห้องรับประทานอาหารของครอบครัวผมจำได้ว่าเป็นโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมเอาผ้าพลาสติกมาคลุมกันเปื้อนเวลามีอาหารหกเลอะเทอะจะได้เก็บความสะอาดได้ มีเก้าอี้อยู่รอบเป็นเก้าอี้โครงเหล็กกลมๆทาสีเขียวตุ่นๆมีสนิมขึ้นด้วย ที่จำได้ว่ามีสนิมเพราะผมเป็นเด็กมือบอนชอบไปลอกสีขาเก้าอี้ออกประจำ หลังห้องมีหน้าต่างติดกันยาวเป็นบานไม้ ผมชอบเปิดหน้าต่างหมดทุกบาน แล้วมองไปหลังบ้าน...

หลังบ้านผมตอนนั้นเป็นสวนเก่ารกๆ ต้นหญ้าขึ้นสูง ต้นไม้ใหญ่ครึ้มอยู่ถัดไปไกลหน่อยเต็มไปหมด ผมพบเจ้าแมวตัวแสบก็ในสวนนี่แหละแล้วอิจฉามันที่ออกไปเดินเล่นในสวนได้ ผมเองไม่เคยได้ออกไปสวนนี้เลยจนย้ายออกจากบ้านหลังนี้ ได้แต่นั่งมองจินตนาการตามประสาเด็กว่า มันน่าจะมีอะไรในสวนนี้บ้าง ที่ชอบมองมากสุดก็ตอนฝนตกตอนมืดๆค่ำๆ เพราะในสวนจะมืดหมด มีแสงไฟฟ้าจากบ้านผ่านออกไปในสวนผ่านหน้าต่างนี้ แล้วผมจะเห็นสายฝนเป็นสายตลอดจากแสงไฟนี้ดูเพลินๆดีไปแบบหนึ่ง

ถึงจะเหงาหน่อยแต่มันเงียบและสงบดีครับกับสวนหลังบ้านนี้